 |
|  | สภาพปัจจุบัน
 คำว่า “ยาเสพย์ติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” ยังคงใช้ได้อยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะมหันตภัยร้ายแรงของยาเสพย์ติด โดยเฉพาะยาบ้า ร้ายแรงกว่าที่คาดคิดกัน
การเสพยาบ้า นับว่ารุนแรงมากในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน เด็กและเยาวชนจนเป็นปัญหาสำคัญที่กำลังทำลายเศรษฐกิจและสังคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากรายงานการสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ (TDRI) โดยเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ พบว่า มีผู้ติดยาบ้าประมาณ ๒๒๘,๐๐๐ คน แต่จากข้อมูลข่าวสารและสถิติการจับกุมการเสพและการค้ายาบ้าในปัจจุบัน ประมาณว่ามีผู้เสพย์ติดยาบ้าไม่น้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ คน
|
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
แอมเฟตามีน หรือที่รู้จักกันในชื่อของยาบ้า และได้ชื่ออย่างเป็นทางการในปัจจุบันว่า ยาบ้า สังเคราะห์ขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ ได้มีการนำเอามาใช้เป็นยาแก้แพ้ รักษาโรคหอบหืด โรคซึมเศร้า ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ภายหลังพบว่า มีลักษณะเป็นสารเสพย์ติดจึงถูกห้ามใช้ ยาบ้าได้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐
วิธีการนำเข้าสู่ร่างกาย มี ๔วิธี คือ
๑. กิน เป็นวิธีดั้งเดิม
๒. ฉีดเข้าเส้น
๓. สูบ โดยบดคลุกกับบุหรี่สูบ
๔. สูดควันระเหย โดยบดใส่กระดาษฟรอยด์ เรียกว่า เรือ แล้วลนไฟ จากนั้นใช้หลอดกาแฟดูดควันที่ระเหยออกมา เรียกว่า จับมังกร วิธีนี้นิยมกันในหมู่นักเรียนวัยรุ่นที่เสพย์ติดอยู่ในปัจจุบัน
การใช้ทางการแพทย์ มีการใช้ยาบ้าในทางการแพทย์อยู่บ้าง เพื่อผลดังนี้
๑. ช่วยให้จิตใจแจ่มใส ลดอาการอ่อนล้า เพิ่มพลังงาน
๒. กระตุ้นให้การทำงานกระฉับกระเฉง
๓. ลดอาการแน่นจมูก รักษาโรคหอบหืด
๔. รักษาโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่ทำให้ยาบ้าแพร่ระบาดอย่างมากในสังคมไทย มีดังนี้
๑. มีแหล่งผลิตมากมาย ทั้งภายนอกและภายในประเทศ
๒. มีการจำหน่ายยาบ้าอย่างเป็นขบวนการ
๓. การค้ายาบ้ามีผลตอบแทนสูง
๔. ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมีส่วนรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมในขบวนการค้ายาบ้า
๕. เนื่องจากนายทุนและผู้ประกอบการมุ่งหวังที่จะทำงานให้ได้มากขึ้น
๖. ในระยะหลังได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น คือ เยาวชน นักเรียน และนักศึกษา
 ตัวการที่ส่งเสริมให้ปัญหาการเสพยาบ้าแพร่กระจายและมีจำนวนผู้เสพ เพราะมี :-
๑. ผู้ผลิต
๒. ผู้จำหน่าย
๓. ผู้สนับสนุนให้การผลิต และการจำหน่ายดำเนินไปได้ โดยที่ผู้สนับสนุนจะได้ค่าคุ้มครอง ได้รับสินน้ำใจ หรือได้รับส่วนแบ่ง
ผู้ติดยาบ้า อาจแยกออกเป็นกลุ่ม ดังนี้
๑. กลุ่มผู้ใช้แรงงาน
๒. กลุ่มวัยรุ่น นักเรียน และนักศึกษา
๑. การสร้างค่านิยมในหมู่วัยรุ่นที่ปฏิบัติต่อกัน โดยไม่ทราบหรือไม่คำนึงถึงผลร้ายที่จะตามมา
๒. มีการแนะนำระหว่างเพื่อน เพื่อความสนุกสนาน
๓. เสพเพื่อต้องการดูหนังสือเตรียมสอบในระยะใกล้สอบจะได้ไม่ง่วงนอน ซึ่งเป็นวิธีดูหนังสือที่ไม่ถูกต้อง
๔. เสพเพื่อช่วยกระตุ้นให้การเล่นไพ่ สนุกเกอร์ ฯลฯ ได้อย่างดี โดยไม่ง่วงนอน ไม่อ่อนเพลีย
|
อันตรายจากการใช้ยาบ้า
 อันตรายของยาบ้า จำแนกออกได้ ดังนี้
๑. อันตรายต่อร่างกาย
๒. อันตรายต่อจิตใจ
๓. โทษต่อครอบครัว
๔. โทษต่อสังคม
การป้องกัน
๑. ปราบปรามแหล่งผลิตยาบ้าอย่างจริงจัง
๒. ช่วยกันสอดส่องผู้เผยแพร่ยาบ้า
๓. พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู-อาจารย์ ควรสอดส่องดูแล สังเกตเด็กในความดูแลเพื่อทราบพฤติการณ์ และดำเนินการป้องกันให้ทัน
๔. ให้ความรู้แก่ครู-นักเรียน ถึงโทษของการเสพยาบ้า การให้ความรู้อาจใช้วิธีการอบรม การจัดนิทรรศการ
๕. ไม่ทดลองใช้ยาเสพย์ติดทุกชนิด เพราะติดง่าย เลิกยาก
๖. ผู้เป็นนักเรียน นักศึกษา ควรดูหนังสือ ทำความเข้าใจบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ และไม่โหมดูหนังสือเฉพาะเวลาใกล้สอบ ผู้ทำงานกลางคืนควรพักผ่อนให้พอเพียงในเวลากลางวัน เพื่อไม่ต้องใช้ยากระตุ้น
๗. ครอบครัวต้องให้ความรักความอบอุ่นแก่สมาชิกในครอบครัว และอบรมสั่งสอนให้ประพฤติดีประพฤติชอบ
การแก้ไข
๑. ทำลายแหล่งผลิตและผลผลิตยาบ้าให้หมดสิ้นไป
๒. รักษาผู้ป่วยที่ติดยาบ้า ซึ่งมีแนวรักษา ดังนี้
๒.๑ การรักษาโดยใช้ยา
๒.๒ การรักษาทางด้านจิตใจ
๒.๓ การบำบัดทางสังคม โดยอาศัยการให้กำลังใจ การให้คำแนะนำที่ถูกต้องจากพ่อแม่
ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน และจากสังคม
|
ปัญหายาเสพติด
การดื่มสุรายาเสพติดมีโทษดังต่อไปนี้ :-
๑. ทรัพย์ย่อมหมดไป ๆ เห็นชัด ๆ ( ธนชานิ )
๒. ก่อการทะเลาะวิวาท ( กลหปฺปวฑฺฒนี )
๓. ทำลายสุขภาพ , เป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัย ( โรคานํ อายตนานํ )
๔. เสื่อมเกียรติเสียชื่อเสียง ( อกิตฺติสญฺชนนี )
๕. ไม่รู้จักอาย ( หิริโกปินนิทฺทํสนี )
๖. ทอนกำลังปัญญา ( ปญฺาย ทุพฺพลีกรณี )
ทีฆนิกายปาฏิกวรรค พระสูตตันตปิฎกเล่ม ๑๑/๑๗๙/๑๙๖
 หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ชี้โทษบุคคลผู้เสพสุรายาเสพติดไว้ว่า
| | ๑. | อธโน | ไม่มีทรัพย์ | | |
| | | | | ๒. | อภิจฺฉโน | หาการงานทำเลี้ยงชีวิตไม่ได้ | | |
| | | | | ๓. | ปิปาโสสิ | เป็นคนขี้เมา | | |
| | | | | ๔. | อตฺถปาคโต | ปราศจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ |
การค้าขายที่พระพุทธองค์ทรงห้ามมี ๕ อย่างคือ
| | ๑. | สัตถะวะณิชชา | เว้นจากการค้าขายอาวุธมี ปืน เป็นต้น | | |
| | | | | ๒. | สัตตะวะณิชชา | เว้นจากการค้าขายมนุษย์และสัตว์มีชีวิต | | |
| | | | | ๓. | มังสะวะณิชชา | เว้นจากการค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร | | |
| | | | | ๔. | มัชชะวะณิชชา | เว้นจากการค้าขายน้ำเมา | | |
| | | | | ๕. | วิสะวะณิชชา | เว้นจากการค้าขายยาพิษ |
|
|
|
|
กระทู้แนะนำ: